เพลิงรักสีกุหลาบ
posted on 15 Sep 2007 23:57 by neananok in Novel1.
ผู้หญิงหน้าด้าน"คำเกรี้ยวกราดเปี่ยมด้วยพายุอารมณ์แผดลั่นอย่างไม่อายใคร ไม่สนใจแม้แต่มาด
ผู้ดี ที่ไม่เคยลืมตนฉันยังเจ็บไม่พอใช่ไหม
ยังถูกทำร้ายน้อยเกินไปใช่รึเปล่า
แม้แต่ความเงียบเหงาเดียวดาย
ยังเข้าสร้างรอยลึกลง
.. แลอ้างว้าง.. ตรงกลางใจไม่มีใครทำร้ายเราอย่างเลวร้าย รุนแรงได้มากเท่ากับคนที่เรารัก ฉันพึ่งเข้าใจประโยคนี้ด้วยตนเอง
ยิ่งกว่าเจ็บ ยิ่งกว่าเสียใจ มันทรมานเกินเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้
เพื่อนที่ฉันรักมากที่สุด กับผู้ชายที่ฉันคิดจะฝากชีวิตไว้ ถือเป็นสองคนสุดท้ายรองจากบุพการีที่ฉันจะคิดหวั่นระแวงกลับเป็นผู้มอบรอยแผลลึกให้
และแล้วเช้าวันหนึ่ง ฉันถึงได้รู้
ความทรงจำของฉันทำงานได้ดีเป็นพิเศษในทุกครั้งที่ฉันหวนระลึกถึงภาพของเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
ฉันกลับจากต่างจังหวัดเร็วกว่ากำหนดหนึ่งวัน เพราะพ่อกับแม่ทนรอจะได้เห็นหน้าว่าที่ลูกเขยไม่ไหว ทันที่ฉันกลับไปเรียนท่านว่านครินทร์จะส่งผู้ใหญ่มาทาบทาม หากท่านไม่รังเกียจ
ฉันลางานกลับบ้านไปแจ้งข่าวดีแก่บุพการี ตั้งใจจะกลับในเย็นวันอาทิตย์ แต่แล้วฉันกลับได้พบความจริงในเช้าวันนั้น
จำได้ว่าฉันไขกุญแจคอนโดส่วนตัวของนครินทร์เข้าไป คิดจะทำให้เขาตกใจและดีใจกับข่าวความยินดีของพ่อกับแม่ แต่แล้ว
เพื่อนที่ดีที่สุดของฉันกลับเป็นคนเปิดประตูห้องนอนเดินออกมาทั้งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวผูกไว้หลวม ๆ กับทีท่าสะลึมสะลือเหมือนคนพึ่งตื่นนอน
ดวงธิดาไม่ทันเห็นการมาของแขกไม่รับเชิญ เธอเดินตรงเข้าไปหยิบแก้วกาแฟพลางขยี้ตาอย่างเกียจคร้าน ฉันไม่รู้ว่าทำไมตัวเองจึงยืนนิ่งมะลื่อทื่อ ไม่มีแม้แต่เสียงจะพูด จากนั้นครู่เดียว ว่าที่สามีของฉันก็เดินตามออกมา
"ขอกาแฟผมแก้วสิที่รัก" เขาสั่งเสียงอ่อนหวานแล้วหันหน้ามาอีกทางเพื่อตรงไปเปิดประตูหน้าหยิบหนังสือพิมพ์ที่ฉันยืนเหยียบอยู่
"รอเดี๋ยวนะคะนัท น้ำร้อนยังไม่เดือดเลย" เสียงในครัวตอบมากระทบหูทั้งฉันและเจ้าของห้อง
"มุก" นครินทร์เอ่ยเรียกชื่อฉันแผ่วเบา ทว่ามันกลับดังพอให้คนในครัวได้ยิน
"มุกเดี๋ยว ฟังผมก่อน ได้โปรดเถอะ" เขาดึงข้อมือฉันไว้ได้ทัน ถามเสียงตะกุกตะกักไม่เหลือมาดวิศวกรใหญ่
"มุกได้โปรด อย่าทำร้ายกันเลย มุกเข้าใจเราผิด" เขาร้องขอ ไม่ยอมรับแหวนคืน
"ฉันขอโทษ มุก อย่าทำให้เราเป็นแบบนี้ เข้ามาคุยกันก่อนนะมุก" ดวงธิดาน้ำตาคลอเบ้าพูดกับฉัน... ทำยังไงถึงจะแก้ไขมันได้
"พอที" ฉันตวาดลั่น หยุดการกระทำทุกอย่างลงในพริบตา "ปล่อยฉันแล้วก็เอาแหวนของคุณคืนไป"
ฉันไม่รอคำตอบ สะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของเขา
นครินทร์ดูตกใจกับเสียงของฉันไม่น้อย เราไม่เคยพูดอะไรรุนแรงต่อกันเลย กับดวงธิดายิ่งไม่มี
แหวนเพชรน้ำเอกที่เคยภูมใจหนักหนากลายเป็นของไร้ค่าตกกระทบกลางอกเปลือยเปล่าของชายหนุ่มแล้วหล่นลงบนพื้นในขณะที่ดวงธิดาเริ่มร้องไห้
"มุก ได้โปรด" เธอสะอื้นบอกฉัน
"มุก ผมจะเลิกกับดา ทุกอย่างจะจบลงตรงนี้ ผมรักคุณนะมุก ให้โอกาสผมเถอะนะ"
ฉันไม่รู้ว่าคนที่ฉันเคยไว้ใจทั้งคู่พูดอะไรออกมาอีก สมองสั่งการเพียงให้ก้าวออกมาให้พ้นจากห้อง ไปให้พ้นจากความลวงโลก
หัวใจมันชาชินจนไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกแล้ว
หลังจากนั้น ความทรงจำฉันแทบไม่ทำงาน ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา ในสมองวนเวียนคิดถึงแต่เช้าวันนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีสมาธิทำงาน ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดได้เลย ความเจ็บปวดเล่นงานฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกือบทุกสิบนาทีตลอดสิบห้าวัน
และถ้านั่นยังไม่เพียงพอ ฉันยังมีสายโทรศัพท์ที่ไม่กล้ารับอีกเกือบตลอดเวลา
"เลิกหนีเสียทีได้ไหมมุก ผมไปหาก็ไม่ยอมให้ผมขึ้นไปพบบนห้อง มีอะไรเราก็ควรจะพูดกันรู้เรื่องไปเลย" เขาต่อว่ามาตามสายโทรศัพท์ในเย็นวันที่สาม หลังจากใช้ความพยายามติดตามฉันอยู่สองวันแต่ไม่ได้ผล
"เราพูดกันรู้เรื่องแล้ว ทุกอย่างมันจบแล้ว ชัดไหมคะ"
"ไม่ ผมไม่ยอมนะมุก คุณก็รู้ว่าผมรักคุณมากแค่ไหน เรารักกันไม่ใช่หรือมุก ผมรู้ว่าผมทำผิด แต่ใจคอคุณจะไม่มีวันให้อภัยผมได้เลยหรือ"
"ฉันมันคนอ่อนแอค่ะนัท ฉันทนรับไม่ไหวอีกแล้ว"
"แต่ผมกับดา เลิกกันแล้วจริง ๆ นะครับ ผมจะกลับตัวใหม่ เราเริ่มต้นกันใหม่นะมุก ไหนบอกผมสิ คุณพ่อกับคุณแม่ว่ายังไงบ้างเรื่องของเรา"
เขายังมีหน้าเอาพ่อกับแม่ของฉันมาอ้างอีกหรือนี่
หรือไม่ใช่นครินทร์หรอกที่ผิด ฉันมันโง่เองที่ไม่เคยมองเขาในอีกมุมมองหนึ่งเหมือนอย่างที่เขาเป็นอยู่นี้
"ฉันจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายนะนัท" ฉันกรอกเสียงลงกระบอกโทรศัพท์ทั้งน้ำตานองหน้า
"เราจบกันแค่นี้"
"ผมไม่ยอม" เขาบอกเสียงแข็งปนสั่น
"คุณก็รู้จักฉันดีนี่นัท คนอย่างฉัน.. เลิกคือเลิก"
หลังจากวันที่สาม โทรศัพท์จากนครินทร์ยังมีมาอีกเป็นระยะ พอไม้อ่อนไม่เข้าท่าเขาก็เริ่มพาล
"คุณคิดว่าเพราะอะไรกันล่ะ ผมถึงได้เป็นแบบนี้" เขากระชากเสียงถาม ลืมความผิดของตนสิ้นหลังจากฉันปฏิเสธด้วยคำเดิม "เราคบกันสองปี มุกเคยอนุญาตให้ผมค้างด้วยบ้างไหม ผมเป็นผู้ชายนะครับ บางทีก็เลยเผลอไปบ้าง ผมบอกแล้วไง ผมไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น"
"หรือคะ ถ้าอย่างนั้นคุณช่วยบอกมุกหน่อยได้ไหม ว่านั่นเป็นความผิดพลาดครั้งของคุณกับดา"
เขานิ่งไปชั่วอึดใจก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอ่อน ๆ
"ผมตั้งใจจะเลิกกับดาจริง ๆ นะครับ นี่ผมก็ไม่ได้ติดต่อกับดาอีกแล้ว"
"พอเถอะนัท ฉันเจ็บมากพอแล้ว"
แล้วฉันก็วางสายด้วยน้ำตาไหลอาบแก้มอีกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่ทราบ กิจวัตรประจำวันของฉันเหลืออยู่อย่างเดียว
หนึ่งเดือนผ่านไป ฉันต้องลาออกจากงานเพราะอดีตคนรักถึงขั้นลางานไปตามราวีถึงบริษัท โชคยังดีที่หัวหน้างานเห็นใจประจวบเหมาะกับเพื่อนของหัวหน้าทำงานอยู่อีกที่หนึ่งต้องการคนเพิ่ม ฉันจึงลาออกจากงานอย่างไม่ต้องเกรงจะตกงานมากนัก
ก่อนจะเริ่มงานยังบริษัทแห่งใหม่ ฉันพอมีเวลาว่างอยู่ราวสามวันคิดจะใช้เพื่อหาห้องพักใหม่ ไม่อยากให้นครินทร์มาป้วนเปี้ยนดักพบอีกให้เสียเวลา
ฉันอาจจะอารมณ์อ่อนไหว อ่อนแอ แต่จิตใจฉันมันเข้มแข็งกว่านั้นมาก
คนเราเจ็บแล้วต้องรู้จักจำ
เหตุผลของนครินทร์มักจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ หากเขามีโอกาสได้พูดกับฉัน นอกจากขอโทษกับเผลอตัวเพราะฉันไม่ดีพอแล้ว นอกจากนั้นก็ฟังดูไม่ต่างกันนัก
... พยายามลบคนทั้งคู่ออกจากชีวิต"ดาเป็นเพื่อนคุณ ผมก็คิดกับดาแค่เพื่อน ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้น ผมไม่ได้ตั้งใจ มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก"
นั่นเป็นหนึ่งในข้อความที่เขาพยายามส่งให้ฉันผ่านทางทางโทรศัพท์พกพา ฉันทำใจแข็งไม่อ่านไม่ไหว หากพอได้อ่านแล้วก็ลงเอยด้วยน้ำตาทุกครั้ง หมุนเวียนซ้ำเดิมอยู่อย่างนี้ทุกวัน ฉันมันเห็นแก่ตัว ยังไม่ใจกว้างพอจะยอมรับความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างฉัน นครินทร์และดวงธิดาได้
"เธอจะไม่ยอมยกโทษให้นัทเลยหรือมุก" ดวงธิดาพูดขึ้นทันทีที่ฉันเปิดประตูห้องพักของตัวเองออก
"ถ้าอย่างนั้นเธอคงไม่ยกโทษเราด้วย"
"เข้ามาก่อนสิดา" ฉันเชิญเสร็จก็อดประหลาดใจในตัวเองไม่ได้ อาจเป็นเพราะใบหน้าซึมเศร้าของเพื่อนสนิทที่คบหากันมานับสิบปีก็เป็นได้ ฉันไม่เคยเห็นเพื่อนหน้าตาอมทุกข์ได้มากมายขนาดนี้มาก่อนเลย
"เราขอโทษ เราผิดไปแล้วมุก"
"ช่างมันเถอะดา อย่ารื้อฟื้นอีกเลยได้ไหม"
ฉันตอบเพื่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่คนที่ฉันเคยคิดว่าเป็นเพื่อนแท้กำลังกลั้นน้ำตาอย่างเต็มความสามารถ
"อย่าให้เราเป็นต้นเหตุทำให้มุกกับนัทต้องผิดใจกันเลยนะ"
เธอร้องขอฉันอย่างไม่สนใจคำขอของฉันเลย
"คิดดูนะมุก เธอกำลังจะแต่งงานไม่ใช่หรือ พ่อกับแม่ท่านจะว่ายังไงถ้ารู้เรื่องนี้เข้า"
"ดา เธอต้องการอะไรกันแน่"
"ฉันแค่อยากให้มุกกับนัทคืนดีกัน"
"ทำไม"
"ฉันไม่อยากเป็นมือที่สาม"
"มันไม่เกี่ยวกับมือที่สามหรอกมุก ฉันยกโทษให้นัทไม่ได้ไม่ใช่เพราะเธอ แต่เป็นเพราะเขาไม่ซื่อสัตย์ต่างหากล่ะ ฉันคงฝากชีวิตไว้กับผู้ชายหน้าไหว้หลังหลอกไม่ได้"
"แต่นัทรักเธอมาก"
"ถ้าเค้ารักฉันจริง เค้าจะไม่มีวันทำอย่างนี้"
"แต่เธอเองก็รักนัท"
คำค้านของเพื่อนสนิททำให้ฉันย้อนคิดถึงวันเวลาเดิม ๆ อีกครา เวลาที่เราเคยมีความสุขกัน เวลาที่ยังคงมี
ความสุขมักสั้นนัก ฉันหัวเราะเยาะให้กับอดีตของตัวเอง หากนั่นคือความรัก ฉันก็ขอเลือกที่จะเจ็บปวดเสียตั้งแต่วันนี้
"มันจบแล้ว" ฉันยืนยันคำเดียวกับที่บอกนครินทร์
"เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ใช่ไหมมุก" ดวงธิดาก้มหน้าถามเสียงแผ่วเบาแต่มันสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของคนฟัง
"เพื่อน ฮึ" ฉันยิ้มเยาะ "เธอนิยามคำว่าเพื่อนไว้ยังไงหรือดา ถึงได้รวมเอาผู้หญิงที่เคยนอนกับแฟนของเราเอาไว้ด้วย"
"มุก" เธอร้องอย่างตกใจ แน่หละ ฉันเคยพูดจาประชดประชันเสียที่ไหน แต่นี่มันยังน้อยไปด้วยซ้ำ
"เอาเถอะ ฉันบอกแล้วว่าไม่อยากรื้อฟื้นก็จะไม่ทำเสียเอง ฉันไม่โกรธเธอหรอกดา แต่ถ้าถามว่าความเป็นเพื่อนของเรายังพอมีอยู่ไหม ฉันคงตอบลำบาก"
"ฉันคิดอยู่แล้วเชียวว่าเธอต้องเป็นอย่างนี้ มุก เธอมันเห็นแก่ตัว มีของดีอยู่กับตัวแต่ไม่รู้จักรักษา"
"เธอว่าอะไรนะดา"
"โง่ ฉันว่าเธอโง่ ยังไม่รู้ตัวอีกรึไง" ดวงธิดาตอบชัดถ้อยชัดคำ ภาพผู้หญิงหน้าซีด กังวลแสนสาหัสหายไปทันใด "ผู้ชายอย่างนครินทร์เธอคิดว่าหาได้ง่าย ๆ หรือมุก"
คำย้อนถาม ทำเอาฉันอึ้งพูดไม่ออก นี่เพื่อนฉันเป็นอะไรไป
"ตอนแรกฉันก็แปลกใจอยู่ว่าทำไมเขาถึงติดใจเธอนัก มาตอนนี้ถึงได้แน่ใจ เขาแค่ยังไม่เคยได้เธอเท่านั้นเอง ไม่ได้ติดใจอะไรนักหนาหรอก"
ฉันมองดวงธิดาราวกับคนแปลกหน้า สิบปีที่รู้จักกันมาไม่เคยทำให้ฉันได้เห็นภาพอะไรได้ลึกซึ้งเท่านี้มาก่อนเลย
"ฉันทำผิดต่อเธอก็จริง แต่ผู้หญิงเย็นชาอย่างเธอจะไปรู้อะไร ผู้ชายน่ะ เค้าไม่อยากมานั่งง้องอนผู้หญิงนาน ๆ หรอกนะ ยิ่งเค้ารอเธอนานมากเท่าไหร่ เค้าก็ยิ่งต้องการฉันมากขึ้นเท่านั้นแหละ เธอคงคิดออกใช่ไหมว่าเราเคยกันมาตั้งเท่าไหร่แล้ว"
สติฉันกลับคืนมาได้ทัน ก่อนที่ฉันจะแทงซ้ำที่หลังด้วยคำพูดของอดีตเพื่อน
"เธอต้องการอะไร ดา" ฉันถามย้ำประโยคเดิม
"เปล๊า.." เธอปฏิเสธเสียงแหลมสูงพลางยักไหล่อย่างสะอกสะใจ "ฉันแค่อยากลองมาไกล่เกลี่ยตามที่นัทเค้าขอร้อง ในเมื่อเธอมันโง่ หยิ่งยโสไม่เข้าเรื่อง ฉันก็แค่อยากมาดูในแน่ใจว่าเธอจะไม่มายุ่งกับเค้าอีก"
"อ้อ" ฉันทำเสียงในลำคอ "เธอไม่เคยคิดจะเลิกกับนัทเลยใช่ไหม"
"เรื่องอะไรจะเลิก ฉันยังไม่โง่เหมือนเธอนี่"
"ดี ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้นังโง่คนนี้จมดักดานอยู่คนเดียวเถอะ"
ฉันบอกเสียงแข็งทั้งที่ภายในจิตใจอ่อนแออย่างหาที่สุดไม่ได้ น้ำตาพานจะไหลเมื่อตอนเปิดประตูอ้าออก เชิญแขกกลับ
ฉันอาจจะโง่จริงอย่างที่ดวงธิดาพูดก็ได้ เห็น ๆ อยู่นี่ ฉันโง่พอที่จะเชิญนางมารในคราบผู้สำนึกผิดเข้ามาให้ห้องเพียงเพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อนที่เคยมีให้กันมา
สิบปีที่คบกันมา ไม่เคยทะเลาะกันสักครั้ง
ดวงธิดากับฉันมีพื้นฐานทางบ้านใกล้เคียงกัน ฉันเป็นลูกครูบ้านนอก เงินเดือน ๆ ละไม่เท่าไหร่ส่วนเธอเป็นลูกเมียน้อยที่บ้านใหญ่ไม่ค่อยเหลียวแล กระทั่งเมื่อสามปีก่อนบิดาของเธอจากไปด้วยอุบัติเหตุอย่างกะทันหันทำให้บรรดาญาติเรียกดวงธิดาไปปรากฏตัวด้วย ในฐานะลูกสาวเพียงคนเดียวของบ้าน และความอดทนตลอดยี่สิบสามปีที่ผ่านมาสัมฤทธิ์ผลเมื่อนายใหญ่ของตระกูล เอ็นดูเธอเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นหลายสาวเพียงคนเดียวของปู่
ความมั่งมีที่มากขึ้นของเพื่อนไม่ได้ทำให้มิตรภาพเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างไร ไม่เคยมีสักครั้งที่ดวงธิดาจะทำให้ฉันเจ็บ แต่นี่
ผู้ชายอย่างนครินทร์อาจเป็นผู้ชายที่
เขามีทั้งรูปทรัพย์ หน้าตาออกไปทางตี๋ ๆ แต่ดูสะอาดสะอ้านหล่อเหลา มารยาทถูกอบรมมาอย่างดี มีโภคทรัพย์พร้อมพรั่งจากบิดา ถึงเขาจะเป็นเพียงวิศวกรโครงการ แต่เป็นที่ทราบกันดี อีกไม่นานบิดาเขาก็จะเกษียณ ทิ้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างอนาคตไกลไว้ในมือของบุตรชาย ไม่ว่าจะมองในแง่ไหน นครินทร์ก็ยังเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงหลาย ๆ คนเฝ้าฝันถึง รวมทั้งฉันด้วย
ฉันมันทั้งโง่ ทั้งเห็นแก่ตัวและอ่อนแอ
ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่ต้องมานั่งเจ็บปวดอยู่ลำพังอย่างนี้หรอก
สายตาฉันเหลือบไปเห็นกรอบรูปไม้ตั้งอยู่หลังตู้เย็น เป็นภาพหวานชื่นของคู่รักท่ามกลางทะเลหมอกเมื่อปีกลาย แล้วน้ำตาก็ไหลลงมาอาบแก้มเงียบ ๆ
นี่ฉันต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดไปอีกถึงเมื่อไหร่กัน
ใครบางคนเข้ามาพบเพียงเพื่อลาจากยังไม่เท่ากับใครสักคนที่เข้ามาเพื่อทำร้ายกันไม่รู้จบ
ฉันขอเจ็บเพียงครั้งเดียวและให้มันจบไป ยังดีกว่าต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดอย่างไม่รู้อนาคต
ฉันต้องเสียเพื่อน เสียคนรัก เสียงาน และกำลังจะสูญเสียแม้แต่ความเป็นตัวของตัวเอง กลายเป็นผู้หญิงเจ้าน้ำตา เห็นอะไร นึกอะไรกระทบความทรงจำเข้าใจ น้ำตาก็เปิดระบบโดยอัตโนมัติ กว่าการทำงานของร่ายกายเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติก็กินเวลาหลายวัน
.. ฉันเจ็บเสียยิ่งกว่าเจ็บ.. เจ็บทั้งคำพูด เจ็บทั้งการกระทำของเธอหาไม่ได้ง่าย ๆ อย่างที่เธอว่า"มุก อย่าพึ่งวางนะ ฉัน.. ฉันท้องมุก ได้ยินไหม ฉันท้องกับนัท" เสียงปนสะอื้นไห้ไม่เหลือมาดคนฉลาดดังผ่านสายโทรศัพท์ตอนลางดึกคืนหนึ่งที่ฉันลืมตัว ลุกขึ้นมางัวเงียรับสายตามความเคยชิน
"ฉัน.. ดีใจด้วยนะดา เธอจะได้เป็นแม่คนแล้ว" ฉันตอบกลับหลังจากตั้งสติได้
"ฉันกลัว มุก กลัวเหลือเกิน พอไม่มีเธอแล้วฉันก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร"
"ไม่เป็นไร อย่าร้องไห้เลย เดี๋ยวลูกจะแย่ไปด้วยนะ"
เสียงปลายสายร้องไห้ต่ออีก
ฉันได้แต่พึมพำออกไป
"แล้วถ้านัทไม่รับล่ะมุก เขารักเธอไม่ใช่ฉัน"
"เขาไม่ใช่คนไร้ความรับผิดชอบ บอกเขาไปเถอะดาแล้วทุกอย่างจะดีเอง คิดเสียว่าทำเพื่อลูกนะ"
"ฉันจะลองดู"
ดวงธิดาเงียบหายไปหลายวัน ฉันได้แต่ครุ่นคิดอย่างเศร้า ๆ ป่านนี้เพื่อนฉันกับคนรักของฉันคงลงเอยกันด้วยดีแล้ว
นครินทร์ไม่ใช่ผู้ชายไร้ความรับผิดชอบ ไม่ใช่คนเหลวไหล ถ้าเขากับดวงธิดามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งขนาดนี้ เขาคงจะมีใจให้เธออยู่บ้าง เหลือก็แต่ส่วนเกินอย่างฉันที่เขาเคยพร่ำรำพันว่ารักหนักหนา
บ่ายวันสุดท้ายของวันหยุดก่อนจะเริ่มต้นทำงานยังบริษัทใหม่ ฉันยังหาอพาร์ทเม้นต์ใหม่ไม่ได้ นครินทร์กับดวงธิดาเงียบหายไปเช่นกัน ฉันจึงตัดสินจะลองอยู่ที่เก่าต่ออีกสักระยะ ตั้งใจจะลงไปบอกเจ้าของห้อง เปลี่ยนใจขออยู่ต่อ ไม่ย้ายแล้ว
การเงียบหายไปของทั้งสองคนทำให้ฉันยอมรับความจริงได้มากขึ้น ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองได้ดีขึ้น ไม่เสียเวลาไปกับการร้องไห้และเก็บทิชชู่ทิ้งเหมือนหลายวันที่ผ่านมา
ฉันบอกกับตัวเองว่าความเจ็บปวดกำลังจะจบลง กาลเวลาที่ผันผ่านไปจะช่วยชะล้างจิตใจให้กลับมากล้าแข็งได้ดังเดิมอีกครั้ง
นาทีนั้นฉันเหมือนเห็นแสงตะวันอยู่รำไรในชีวิต
ทว่า หนึ่งเดือนที่ผ่านมาฉันก็ยังไม่กล้าพอที่จะบอกยกเลิกการแต่งงานให้พ่อกับแม่ได้รับรู้ได้เลย
แต่แล้วฉันคงจะมองโลกในแง่ดีเกินไป ในเย็นวันนี้เองมีบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ร้ายแรงเกินคาด รอฉันอยู่
เสียงเคาะประตูรัวถี่ยิบอย่างไม่เกรงใจเจ้าของห้อง ฉันเรียกสติตัวเองกลับคืนมาจากอัลบั้มภาพที่พยายามคัดทิ้งเท่าที่จำเป็นอยู่
ทันที่ประตูเปิดกว้างออกก็มีผู้ชายตัวโตเบ้อเร่อก้าวฉับ ๆ เข้ามาให้ห้อง หน้าถมึงทึงจนฉันนึกหวาด
"ผู้หญิงหน้าด้าน"
นั่นเป็นคำแรกที่เขาใช้ทักทายฉัน
................................................................................
ตอน 1 ลงไปแร้วนะเออ ยังไงก้อมาติชมได้นะค้า...
edit @ 2007/10/08 19:04:41
edit @ 10 Oct 2007 21:15:18 by paikeaw
edit @ 10 Oct 2007 21:57:54 by paikeaw
edit @ 29 Oct 2007 21:11:30 by paikeaw

สู้ๆๆโว้ยยยย
#1 By paikeaw on 2007-09-20 19:00