กว่าหญิงสาวจะทำใจพร้อมยอมรับและเผชิญกับความเป็นจริงที่พึ่งจะเกิดขึ้นได้เวลาก็ล่วงเลยเข้าไปดึกดื่นค่อนคืน ทีท่าเกรียวกราดของเจ้านายคนใหม่ทำให้ต้องชั่งใจให้หนักอีกหลายสิบรอบ
ฉันชักไม่แน่ใจ.. ควรกลับไปทำงานที่เดิมจริงหรือ แม้ว่านายจ้างจะยืนยันเจตนารมด้วยตนเองก็ตาม แต่คำถามที่ตามมาคือเอกรัตน์กำลังวางแผนอะไรต่อไปอีก
ฉันพยายามทำลืม ๆ ไปเสียว่าเคยถูกเจ้านายหนุ่มไล่ออกอย่างไม่แยแสในชั่วพริบตา และมันอาจเกิดขึ้นอีกหนเมื่อไหร่ก็ได้ที่เขาไม่พอใจแม้เพียงเล็กน้อย อย่าง
น้อยฉันก็ต้องคิดถึงรายได้ก่อนตามประสามนุษย์เงินเดือน ค่าใช้จ่ายหลายรายการไม่รอท่า ไหนยังต้องส่งเงินให้พ่อกับแม่ที่ต่างจังหวัดอีก การตกงานจึงไม่ใช่เรื่อง
น่าพิสมัยนัก
ทั้งที่ยังไม่แน่ใจนักแต่ในเช้าวันใหม่ฉันกลับตื่นแต่เช้าเพื่อแต่งตัวไปทำงานตามปกติ หลังจากสำรวจความเรียบร้อยหน้ากระจกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนก้าวออกจาก
ห้องเช่า ฉันก็ต้องย้ำกับตัวเองว่า “ไม่กลัว” ไม่ว่าเขาจะมาไม้ไหน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ยังไงก็จะลองสู้ดูสักตั้งก่อน ไม่ไหวยังไงเสียก็แค่ตกงาน แต่ถ้าไม่ไปทำงานเช้านี้ ฉันต้องตกงานแน่นอน
ไม่ลองไม่รู้
แปดโมงกว่าเล็กน้อยฉันมาถึงตึกระฟ้าที่คุ้นเคยตลอดหลายปีมานี่ เพื่อนพนักงานหลายคนยังคงทักทายฉันตามปกติ บางทีคงคิดว่าฉันแค่ลาป่วยก็เป็นได้
“สวัสดีค่ะพี่ไล” ฉันส่งเสียงทักทายเพื่อนรุ่นพี่ก่อน ทันทีที่ก้าวเข้ามาถึงที่หมาย
“อ้าว มุก มาแต่เช้าเชียว” ภาวิไลตอบกลับเสียงใส ไม่มีทีท่าแปลกใจกับการปรากฏตัวของฉันเลย
“คุณเอกรัตน์บอกรึเปล่าคะว่าให้มุกมารายงานตัวที่นี่”
“โทรมาสั่งไว้แล้วค่ะ มุกมาก็ดีแล้วพี่หัวปั่นไปหมดแล้วนี่มาช่วยดูหน่อยได้ไหม”
งานชิ้นแรกคือการจัดรายการ การประชุมสามัญของเดือนก่อน ตามมาด้วยรายการของเดือนก่อนหน้านั้น และก่อนหน้านั้นอีกที... ทั้งที่งานพวกนี้ไม่น่าจะใช่งาน
สำหรับเลขานุการเลย เขากำลังแกล้งฉันอีกตามเคย..
วัดจากสีหน้าของพี่ไลแล้วฉันได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานในส่วนของฉันต่อไป ทั้งที่มันน่าเบื่อ ไม่สร้างสรรค์และไม่ได้ช่วยอะไรให้องค์กรเลยก็ตาม จำต้องปล่อย
ให้พี่ไลทำหน้าที่ของเลขานุการอยู่เพียงลำพังต่อไปกระทั่งเที่ยง
“พี่ไปทานข้าวก่อนนะมุก ถ้ายังไงก่อนมุกจะไปไหน เอ่อ ไปทานข้าว ช่วยวางานบนโต๊ะท่านประธานด้วยนะ”
คำบอกกล่าวง่าย ๆ ของพี่ไลบ่งชัด ‘ถ้างานไม่เสร็จ อย่าริอาจลุกจากโต๊ะทำงาน’ เลขากำมะลออย่างฉันได้แต่ก้มหน้ารับคำ
“ค่ะพี่”
เที่ยงครึ่ง การจัดเรียงพร้อมสรุปผลการประชุมยังคืบหน้าไปได้ไม่กี่เดือนเท่านั้น ฉันต้องพยายามทำลืม ๆ เวลาไปเสีย แต่ว่านะ.. ในเมื่อนายใหญ่ก็ไม่อยู่ มันจะเป็น
ยังไงถ้าฉันจะแอบวางงานไม่สำคัญพวกนี้สักยี่สิบนาทีเพื่อไปหาข้าวทานดูบ้าง
เที่ยงสามสิบห้า.. และแล้วฉันก็เลือกจะตอบสนองหนึ่งในปัจจัยสี่คืออาหาร ไม่ใช่ปัจจัยที่ห้าอย่าง ‘เงิน’ มองซ้ายขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ (ก็แน่หละ เวลาพัก
เที่ยงใครจะอยู่ในห้องทำงานกันบ้างล่ะ) มือคว้ากระเป๋าสะพายคู่ใจแล้วผละจากเก้าอี้ทันที
อารามรีบร้อนทำให้ไม่ทันระวังกับร่างสูงใหญ่ของใครบางคนที่เดินสวนทางมาพอดี ร่างบางไม่ทันแม้แต่จะคิดหลบเลี่ยงชนกับใครคนนั้นเข้าอย่างจัง
“ขอโทษค่ะ” ปากฉันพึมพำออกไปตามมารยาทก่อน แต่พอเห็นใบหน้าคนเข้มนั้นถนัดตาแล้วกลับต้องเป็นฝ่ายนิ่งอึ้งไปเสียเอง
“จะรีบไปไหนหรือคุณเลขาฯ” เอกรัตน์ทักทายเสียงราบเรียบ ทว่ามันฟังแล้วเย็นเยียบเหลือแสนในความรู้สึกของหญิงสาว
เจ้านายใหญ่อยู่ในชุดสูทสีดำสนิทตัดกับเสื้อเชิ้ตสีครีมและไทด์สีเลือดนก แต่เขากลับดูโดดเด่นเช่นเคย
“เอ่อ.. ปะ ไปห้องน้ำค่ะ” ฉันเฉตอบไปตามน้ำก่อนเพื่อเอาตัวรอด
สายตาคม ๆ พุ่งตรงไปยังโต๊ะทำงานของมุนินทรอย่างสำรวจมองเพียงปราดเดียวเขาก็ประมวลผลออกมาเสร็จสรรพ
“คุณภาวิไลไม่ได้บอกหรือว่างานเร่ง”
ทั้งคำถามทั้งน้ำเสียงของชายหนุ่มแผลความได้ประการเดียว.. เลขาฯ ห่วย ๆ.. ทำงานมาก็หลายปี ยังไม่เคยเจอนายคนไหนดูถูกได้ถึงเพียงนี้ ข้อสำคัญลักษณะ
การพูดจาของเขาแสดงถึงความดูแคลนชัดเจน
ความอดทนของคนเราก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน
“ค่ะ เร่ง” ฉันตอบรับหน้าตาเฉย แถมรอยยิ้มกว้างให้เสียด้วย “เร่งมากเลยค่ะ ถ้าเป็นเมื่อหกเดือนก่อน”
“กล้าประชดฉันหรือมุนินทร”
“ดิฉันพูดตามความจริงค่ะ อ้อ เป็นความจริงที่ไม่ได้รับการแต้มสีใส่ไข่เสียด้วยนะคะ แถมยังไม่ต้องใช้กริยาไพร่เอะอะก็กรี๊ดหรือไม่ก็ลงไม้ลงมือ แล้วมาทำลอย
หน้าว่าเป็นผู้ดีด้วยค่ะ แต่ถ้าท่านประธานไม่พอใจดิฉันคงต้องขอประธานโทษด้วย”
กระแทกเสียงใส่ประโยคท้ายเสร็จฉันก็ไม่รอฟังผลเลี่ยงหลบเร่งฝีเท้าเดินจากมา ให้ตานสิ นี่ฉันต้องทนไปอีกนานแค่ไหนกัน
สิ่งแรกที่คิดได้คือต้องรีบหางานใหม่โดยเร็วที่สุด ขอแค่มีรายได้พอเพียงสำหรับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนไม่ต้องมากเหมือนที่นี่ฉันก็ขอกระโดดรับข้อเสนอนั้นได้
ทันที
ไม่ขอทนอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีอีกต่อไป....
ฉันยืนคิดอย่างร้อนรนระหว่างรอลิฟต์ ครั้นจะเดินลงจากชั้นแปดคงไม่ใช่เรื่องที่ควรจะกระทำตอนท้องว่างเป็นแน่ แต่แล้วฉันกลับตัดสินใจผิดมหันต์เมื่อหันไป
เห็น ‘นายใหญ่’ เดินอาด ๆ ตามมา
เอกรัตน์เดินตรงมายืนข้างฉันไม่พูดไม่จา นึกถึงคำพูดของตัวเองเมื่อครู่แล้วชักร้อน ๆ หนาว ๆ ดูก็รู้คนอย่างเขาไม่เคยถูกใครตำหนิมาก่อน แล้วนี่ดันไปด่าถึงน้อง
สาวสุดที่รักด้วยแล้ว มีหรือชายหนุ่มจะไม่แค้นเคือง
ไม่นานนักประตูลิฟต์ก็เปิดออก ช่วยคลายความตึงเครียดของฉันลงได้มากที่ไม่ต้องยืนอึดอัดอยู่เคียงข้างเขา แต่ทว่า..
เอกรัตน์ยังคงนิ่งเงียบแต่ส่งมือหนาคว้าเข้าที่ต้นแขนฉันก่อนจะออกแรงลากเข้าลิฟต์ร้างผู้คนไปด้วยกัน
“นี่คุณจะทำอะไรน่ะ ปล่อยนะ”
_________________
นิรันดร นั้นนานนัก
แต่รักนี้นานกว่านั้น
งานมีลิขสิทธินะเจ้าค่ะ++++ เด๋วมาต่อ
ฉันชักไม่แน่ใจ.. ควรกลับไปทำงานที่เดิมจริงหรือ แม้ว่านายจ้างจะยืนยันเจตนารมด้วยตนเองก็ตาม แต่คำถามที่ตามมาคือเอกรัตน์กำลังวางแผนอะไรต่อไปอีก
ฉันพยายามทำลืม ๆ ไปเสียว่าเคยถูกเจ้านายหนุ่มไล่ออกอย่างไม่แยแสในชั่วพริบตา และมันอาจเกิดขึ้นอีกหนเมื่อไหร่ก็ได้ที่เขาไม่พอใจแม้เพียงเล็กน้อย อย่าง
น้อยฉันก็ต้องคิดถึงรายได้ก่อนตามประสามนุษย์เงินเดือน ค่าใช้จ่ายหลายรายการไม่รอท่า ไหนยังต้องส่งเงินให้พ่อกับแม่ที่ต่างจังหวัดอีก การตกงานจึงไม่ใช่เรื่อง
น่าพิสมัยนัก
ทั้งที่ยังไม่แน่ใจนักแต่ในเช้าวันใหม่ฉันกลับตื่นแต่เช้าเพื่อแต่งตัวไปทำงานตามปกติ หลังจากสำรวจความเรียบร้อยหน้ากระจกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนก้าวออกจาก
ห้องเช่า ฉันก็ต้องย้ำกับตัวเองว่า “ไม่กลัว” ไม่ว่าเขาจะมาไม้ไหน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ยังไงก็จะลองสู้ดูสักตั้งก่อน ไม่ไหวยังไงเสียก็แค่ตกงาน แต่ถ้าไม่ไปทำงานเช้านี้ ฉันต้องตกงานแน่นอน
ไม่ลองไม่รู้
แปดโมงกว่าเล็กน้อยฉันมาถึงตึกระฟ้าที่คุ้นเคยตลอดหลายปีมานี่ เพื่อนพนักงานหลายคนยังคงทักทายฉันตามปกติ บางทีคงคิดว่าฉันแค่ลาป่วยก็เป็นได้
“สวัสดีค่ะพี่ไล” ฉันส่งเสียงทักทายเพื่อนรุ่นพี่ก่อน ทันทีที่ก้าวเข้ามาถึงที่หมาย
“อ้าว มุก มาแต่เช้าเชียว” ภาวิไลตอบกลับเสียงใส ไม่มีทีท่าแปลกใจกับการปรากฏตัวของฉันเลย
“คุณเอกรัตน์บอกรึเปล่าคะว่าให้มุกมารายงานตัวที่นี่”
“โทรมาสั่งไว้แล้วค่ะ มุกมาก็ดีแล้วพี่หัวปั่นไปหมดแล้วนี่มาช่วยดูหน่อยได้ไหม”
งานชิ้นแรกคือการจัดรายการ การประชุมสามัญของเดือนก่อน ตามมาด้วยรายการของเดือนก่อนหน้านั้น และก่อนหน้านั้นอีกที... ทั้งที่งานพวกนี้ไม่น่าจะใช่งาน
สำหรับเลขานุการเลย เขากำลังแกล้งฉันอีกตามเคย..
วัดจากสีหน้าของพี่ไลแล้วฉันได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานในส่วนของฉันต่อไป ทั้งที่มันน่าเบื่อ ไม่สร้างสรรค์และไม่ได้ช่วยอะไรให้องค์กรเลยก็ตาม จำต้องปล่อย
ให้พี่ไลทำหน้าที่ของเลขานุการอยู่เพียงลำพังต่อไปกระทั่งเที่ยง
“พี่ไปทานข้าวก่อนนะมุก ถ้ายังไงก่อนมุกจะไปไหน เอ่อ ไปทานข้าว ช่วยวางานบนโต๊ะท่านประธานด้วยนะ”
คำบอกกล่าวง่าย ๆ ของพี่ไลบ่งชัด ‘ถ้างานไม่เสร็จ อย่าริอาจลุกจากโต๊ะทำงาน’ เลขากำมะลออย่างฉันได้แต่ก้มหน้ารับคำ
“ค่ะพี่”
เที่ยงครึ่ง การจัดเรียงพร้อมสรุปผลการประชุมยังคืบหน้าไปได้ไม่กี่เดือนเท่านั้น ฉันต้องพยายามทำลืม ๆ เวลาไปเสีย แต่ว่านะ.. ในเมื่อนายใหญ่ก็ไม่อยู่ มันจะเป็น
ยังไงถ้าฉันจะแอบวางงานไม่สำคัญพวกนี้สักยี่สิบนาทีเพื่อไปหาข้าวทานดูบ้าง
เที่ยงสามสิบห้า.. และแล้วฉันก็เลือกจะตอบสนองหนึ่งในปัจจัยสี่คืออาหาร ไม่ใช่ปัจจัยที่ห้าอย่าง ‘เงิน’ มองซ้ายขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ (ก็แน่หละ เวลาพัก
เที่ยงใครจะอยู่ในห้องทำงานกันบ้างล่ะ) มือคว้ากระเป๋าสะพายคู่ใจแล้วผละจากเก้าอี้ทันที
อารามรีบร้อนทำให้ไม่ทันระวังกับร่างสูงใหญ่ของใครบางคนที่เดินสวนทางมาพอดี ร่างบางไม่ทันแม้แต่จะคิดหลบเลี่ยงชนกับใครคนนั้นเข้าอย่างจัง
“ขอโทษค่ะ” ปากฉันพึมพำออกไปตามมารยาทก่อน แต่พอเห็นใบหน้าคนเข้มนั้นถนัดตาแล้วกลับต้องเป็นฝ่ายนิ่งอึ้งไปเสียเอง
“จะรีบไปไหนหรือคุณเลขาฯ” เอกรัตน์ทักทายเสียงราบเรียบ ทว่ามันฟังแล้วเย็นเยียบเหลือแสนในความรู้สึกของหญิงสาว
เจ้านายใหญ่อยู่ในชุดสูทสีดำสนิทตัดกับเสื้อเชิ้ตสีครีมและไทด์สีเลือดนก แต่เขากลับดูโดดเด่นเช่นเคย
“เอ่อ.. ปะ ไปห้องน้ำค่ะ” ฉันเฉตอบไปตามน้ำก่อนเพื่อเอาตัวรอด
สายตาคม ๆ พุ่งตรงไปยังโต๊ะทำงานของมุนินทรอย่างสำรวจมองเพียงปราดเดียวเขาก็ประมวลผลออกมาเสร็จสรรพ
“คุณภาวิไลไม่ได้บอกหรือว่างานเร่ง”
ทั้งคำถามทั้งน้ำเสียงของชายหนุ่มแผลความได้ประการเดียว.. เลขาฯ ห่วย ๆ.. ทำงานมาก็หลายปี ยังไม่เคยเจอนายคนไหนดูถูกได้ถึงเพียงนี้ ข้อสำคัญลักษณะ
การพูดจาของเขาแสดงถึงความดูแคลนชัดเจน
ความอดทนของคนเราก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน
“ค่ะ เร่ง” ฉันตอบรับหน้าตาเฉย แถมรอยยิ้มกว้างให้เสียด้วย “เร่งมากเลยค่ะ ถ้าเป็นเมื่อหกเดือนก่อน”
“กล้าประชดฉันหรือมุนินทร”
“ดิฉันพูดตามความจริงค่ะ อ้อ เป็นความจริงที่ไม่ได้รับการแต้มสีใส่ไข่เสียด้วยนะคะ แถมยังไม่ต้องใช้กริยาไพร่เอะอะก็กรี๊ดหรือไม่ก็ลงไม้ลงมือ แล้วมาทำลอย
หน้าว่าเป็นผู้ดีด้วยค่ะ แต่ถ้าท่านประธานไม่พอใจดิฉันคงต้องขอประธานโทษด้วย”
กระแทกเสียงใส่ประโยคท้ายเสร็จฉันก็ไม่รอฟังผลเลี่ยงหลบเร่งฝีเท้าเดินจากมา ให้ตานสิ นี่ฉันต้องทนไปอีกนานแค่ไหนกัน
สิ่งแรกที่คิดได้คือต้องรีบหางานใหม่โดยเร็วที่สุด ขอแค่มีรายได้พอเพียงสำหรับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนไม่ต้องมากเหมือนที่นี่ฉันก็ขอกระโดดรับข้อเสนอนั้นได้
ทันที
ไม่ขอทนอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรีอีกต่อไป....
ฉันยืนคิดอย่างร้อนรนระหว่างรอลิฟต์ ครั้นจะเดินลงจากชั้นแปดคงไม่ใช่เรื่องที่ควรจะกระทำตอนท้องว่างเป็นแน่ แต่แล้วฉันกลับตัดสินใจผิดมหันต์เมื่อหันไป
เห็น ‘นายใหญ่’ เดินอาด ๆ ตามมา
เอกรัตน์เดินตรงมายืนข้างฉันไม่พูดไม่จา นึกถึงคำพูดของตัวเองเมื่อครู่แล้วชักร้อน ๆ หนาว ๆ ดูก็รู้คนอย่างเขาไม่เคยถูกใครตำหนิมาก่อน แล้วนี่ดันไปด่าถึงน้อง
สาวสุดที่รักด้วยแล้ว มีหรือชายหนุ่มจะไม่แค้นเคือง
ไม่นานนักประตูลิฟต์ก็เปิดออก ช่วยคลายความตึงเครียดของฉันลงได้มากที่ไม่ต้องยืนอึดอัดอยู่เคียงข้างเขา แต่ทว่า..
เอกรัตน์ยังคงนิ่งเงียบแต่ส่งมือหนาคว้าเข้าที่ต้นแขนฉันก่อนจะออกแรงลากเข้าลิฟต์ร้างผู้คนไปด้วยกัน
“นี่คุณจะทำอะไรน่ะ ปล่อยนะ”
_________________
นิรันดร นั้นนานนัก
แต่รักนี้นานกว่านั้น
งานมีลิขสิทธินะเจ้าค่ะ++++ เด๋วมาต่อ
edit @ 8 Nov 2007 19:57:37 by paikeaw